28.4.52

A.D B.C C.E ประวัติศาสตร์ที่โลกมิอาจลืม.....


ในโลกนี้มีบุคคลสำคัญมากมาย ที่สั่นสะเทือนประวัติศาสตร์ของโลก แต่จะมีสักกี่คนที่มีอิธิพล ขนาดสามารถกำหนดเวลาของโลกได้ วันนี้ผมขอนำท่านผู้อ่าน ไปรู้จักกับบุคคลๆ หนึ่ง ซึ่งเป็น บุคลลที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์โลก เขาเป็นผู้ชายธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา บิดาของเขาเป็นเพียงช่างไม้จนๆ เขาเกิดและเติบโตในเมืองเล็กๆ ในทวีปเอเชีย สถานที่ๆ เขาเกิดนั้น คือรางหญ้าในคอกสัตว์ซึ่งแสนจะต่ำต้อย ไม่ใช่ในปราสาทราชวัง แต่...การเกิดของเขาในวันนั้น กลับส่งผลสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งโลก เขาคนนั้นคือ พระเยซู คริสต์ นั่นเอง คำว่า พระเยซู นั้น ภาษาอังกฤษเขียนและอ่านว่า....

Jesus Christ (อ่านว่า จีซัส ไคร้สฺทฺ) แปลว่า พระเยซู



พวกเราอาจจะเคยได้ยินชื่อ หรือ รู้จักผู้ชายคนนี้ในฐานะที่เป็น ศาสดา แห่งศาสนาคริสต์ แต่ในวันนี้ผมจะหยิบยกเอาอีกมุมหนึ่งของสิ่งที่เกิดขึ้นกับโลกนี้โดยชายคนนี้มาเล่าให้ฟัง ก่อนอื่นขอนำเสนอตัวย่อดังต่อไปนี้


A.D.
B.C.
C.E.


ผมไม่ได้กำลังสอนท่านสะกด ABCD นะครับ แต่ผมจะมาเล่าเรื่อง การเขียนและอ่านปี ค.ศ. ให้ท่านผู้อ่านทราบครับ ผมขอเริ่มจากที่มาที่ไปและการใช้งานของแต่ละคำก่อน

27.4.52

To My Teacher with Thanks....


เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมดีใจมากที่มีโอกาสได้ไปร่วมพิธีดำหัวอาจารย์ที่เคยอบรมสั่งสอนผม สมัยผมเรียนปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ การได้ไปพบกับเพื่อนๆ ที่เคยร่วมเรียนกันมารวมทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ ทำให้ผมสัมผัสได้ถึงมิตรภาพ และ ความรู้สึกอันอบอุ่น เหมือนลูกที่จากบ้านเกิดเมืองนอนไปนาน แล้วได้กลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านเดิม (ผมเลี่ยงจะใช้ กลับบ้านเก่า เพราะดูมันวังเวง อย่างไรชอบกล) อาจารย์ของผมแต่ละท่านรูปร่างหน้าตา ไม่เปลี่ยนไปเท่าไรเลย แต่เพื่อนๆ ของผมสิครับ ทั้งหน้าตาและรูปร่างเปลี่ยนไป ออกแนว ซีอิ้วขาวตราเด็กสมบูรณ์ กันแทบทุกคน วันนี้ว่าจะหยิบยกศัพท์มาพูดคุย กลายเป็นมานั่งนินทาเพื่อนๆ ให้ท่านผู้อ่านฟังซะแล้ว ผมว่าเรามาดูคำศัพท์คำแรกกันดีกว่า นั่นคือคำว่า....

Teacher (อ่านว่า ทีช เช่อร์) แปลว่า ครู หรือ ผู้สอน

คำนี้ เป็นคำนามครับ จะเห็นใช้กันเป็นประจำ ใช้ได้ทั้งครูชายและครูหญิง มาจากคำกริยา ว่า teach ซึ่งแปลว่า สอน ส่วนใหญ่มักใช้กับคุณครูที่สอนในระดับประถมยันมัธยมปลาย ส่วนอาจารย์ในมหาวิทยาลัย จะนิยม ใช้อีกคำหนึ่งคือคำว่า

Lecturer (อ่านว่า แลค เช่อร์ เร่อ) แปลว่าอาจารย์

คำนี้เป็นคำนาม ใช้กับอาจารย์ที่สอนในมหาวิทยาลัย หรือวิทยากร ที่มาบรรยายก็ได้ คำนี้มาจากคำว่า lecture (อ่านว่า แลคเช่อร์) ซึ่งเป็นได้ทั้งคำนามและคำกริยา แปลว่า การบรรยายในชั้นเรียน อีกความหมายหนึ่งของ lecture ซึ่งเป็นคำกริยา แปลว่า การตำหนิ หรือ ว่ากล่าวตักเตือน เพื่อนสนิทผมคนหนึ่งสมัยเรียนปริญญาตรี ที่ ABAC โดนอาจารย์ที่ปรึกษา เรียกไปสวดประจำเรื่องความประพฤติ เวลาเจอหน้ามันทีไรมันมักจะบอกผมว่าไปฟังแลคเช่อร์มาทุกที ตอนแรกผมก็งงว่า ทำไมมันลงเรียนหลายวิชาจัง เจอหน้ากันแม้ตอนพักกลางวัน มันก็ยังบอกว่าไปฟังแลคเช่อร์มา ผมเพิ่งมาเข้าใจทีหลังตอนรู้ว่า lecture แปลว่า โดนด่า ได้เหมือนกัน ก็เลยจดจำคำนี้แม่นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา นอกเหนือจากคำว่า lecuturer แล้ว ใน แวดวงธุรกิจ ยังมีอีกคำที่แปลว่าอาจารย์หรือครูที่นิยมใช้กันมากๆ นั่นคือคำว่า

Guru (อ่านว่า กู รู) แปลว่า อาจารย์ หรือ ผู้เชี่ยวชาญ

คำนี้เดิมทีตามรากศัพท์ มาจากภาษาสันกฤต ใช้เรียกแทน ครูบาอาจารย์ทางจิตวิญญาณ เช่นในศาสนาฮินดู หรือพุทธแนวธิเบต แต่ปัจจุบันนี้ ในแวดวงธุรกิจ มีการนำมาใช้เรียกแทนผู้นำทางความคิด, ผู้มีอิธิพลในศาสตร์สาขาใดสาขาหนึ่ง หรืออาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ เช่น He is a marketing guru. แปลว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือเป็นผู้นำทางความคิดทางด้านการตลาด ผมมีวิธีจำคำนี้ง่ายๆ คือ มันออกเสียงว่า กูรู แต่ผมใช้วิธีจำเป็นภาษาไทยว่า กูรู้-แล้วแปลว่าผู้เชี่ยวชาญ รู้หมดแล้ว ดูแล้วเหมือนจะเป็นวิธีจำแบบเถื่อนๆไปหน่อย แต่ช่วยให้ผมจำได้อย่างแม่นยำ ผมไม่ได้สงวนลิขสิทธิ์หากท่านผู้อ่านจะลองใช้วิธีนี้เป็นหลักในการจดจำคำศัพท์อื่นๆ ต่อไป ตอนนี้ ผมขอเพิ่มอีกคำหนึ่งครับ คือคำว่า

Master (อ่านว่า แม สเตอร์) แปลว่า อาจารย์

Master (อ่านว่า แม สเตอร์ ) เป็นคำนาม ที่แปลความหมายได้มากมาย แปลว่า นายจ้าง หัวหน้า หรือแม้กระทั่ง ครูอาจารย์”  ก็ได้ คำว่า master ที่แปลว่าครูอาจารย์ นั้นมักจะใช้กับอาจารย์ที่เป็นผู้ชายนะครับ

คำว่า Master นี้ใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายคำนามก็ได้ เช่น a master plan ก็แปลว่าแผนงานหลัก, a master switch ก็แปลว่าสวิทซ์ตัวควบคุมหลัก a master thief ก็แปลว่าโจรชั้นครูเลย เขียนถึงตรงนี้อาจมีคนแซวผมว่า แล้ว Masterbation จะไม่อธิบายหน่อยหรือ เพราะมีคำว่า master เหมือนกัน สำหรับคำนี้จริงๆ แล้วถึงแม้จะออกเสียงว่า แม สเตอร์ แต่ ไม่ใช่สะกดด้วย -ter มันสะกดด้วย –tur ครับ ผมจึงถือโอกาสอ้างเลยว่าไม่เข้าเงื่อนไข และขอชิ่งไม่อธิบายรายละเอียดซะเลย แต่เพื่อประดับความรู้สำหรับผู้ที่อยากรู้อยากเห็น ผมขอให้ความหมายเป็นภาษาอังกฤษไว้ แล้วไปแปลกันเอาเองนะครับ Masturbation = using you own body as a sexual object.

แท้จริงแล้วยังมีคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับครูบาอาจารย์อีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่นคำว่า Educator (อ่านว่า แอด ดู เค เทอร์) แปลว่า ผู้สอน แต่ถ้าเราเปลี่ยนจาก –or ด้านท้าย เป็น –ion ก็จะกลายเป็น Education แปลว่า การศึกษา จะเห็นได้ว่า ภาษาไทยเอง ก็จะมีคำที่เกี่ยวข้องกันอยู่ สองคำหลักๆ คือคำว่า ครูกับ คำว่า อาจารย์เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า ครู มักใช้เรียก ผู้สอนในโรงเรียน และคำว่า อาจารย์ จะใช้เรียกผู้ที่สอนในระดับ มหาวิทยาลัยขึ้นไป โดยส่วนตัว ผมชอบคำว่าครูมากกว่า เพราะดูเป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์ และยิ่งใหญ่ อบอุ่นใกล้ชิดเหมือนบิดามารดร อาจเป็นเพราะสมัยก่อน เวลาผมไม่สบายและขาดเรียนแค่วันเดียว คุณครูประจำชั้นของผม จะให้เพื่อนในห้องพาแกมาถึงหน้าบ้านผมเลยครับ เพื่อมาดูว่าผมเป็นอะไรถึงไม่ไปโรงเรียน (ต้องเข้าใจว่าสมัยผมยังเด็ก โทรศัพท์มือถือหรือโทรศัพท์บ้านเป็นของหายาก ที่น้อยบ้านนัก จะได้มีไว้ครอบครองจึงไม่สามารถโทรลาหรือโทรหากันได้) ผมจึงเกิดความประทับใจปนสยองขวัญเล็กน้อยมาตั้งแต่บัดนั้นในเรื่องครูบุกมาเยี่ยมถึงหน้าบ้านเนี่ย พอได้มาเรียนในมหาวิทยาลัย ก็เรียกกันแต่อาจารย์ ๆ มาโดยตลอด เพิ่งจะมาเจออีกที อาจารย์ท่านหนึ่ง ที่สอนผมสมัยตอนเรียนปริญญาโทนี่ล่ะครับ ที่ทำให้ผมหวนคิดถึงคำว่าครูขึ้นมาอีกครั้ง ท่านเป็นอาจารย์ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ท่านจบ ดอกเตอร์ จากญี่ปุ่น เป็นถึงรองศาสตาจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ แต่ท่านเป็นคนที่ติดดินมาก แต่งตัวง่ายๆ สบายๆ และที่สำคัญท่านเรียกแทนตัวท่านเองด้วยคำว่า ครูตลอดเวลา ท่านไม่เคยปฏิเสธที่จะให้คำปรึกษากับศิษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเรืองวิชาการหรือเรื่องการดำเนินชีวิต ตัวผมเองแม้จะสำเร็จการศึกษามานานแล้ว แต่เมื่อใดที่รบกวนขอคำปรึกษาจากท่าน ท่านก็ยังกระตือรือร้นเป็นธุระให้อย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย

วันที่ผมไปร่วมพิธีดำหัว อาจารย์ท่านนี้ ได้กรุณา ผูกด้ายสู่ขวัญให้ผมพร้อม อวยพรว่า ขอให้บอมเป็นครูที่ดีและตั้งใจถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์อย่างเต็มกำลังความสามารถผมยกมือไหว้ท่านและตอบท่านไปว่า ผมจะยึดอาจารย์เป็นแบบอย่างแห่งความเป็นครู ตลอดไปครับผมขอจบบทความนี้ ด้วยการอุทิศคุณความดี คำสรรเสริญ และเสียงชื่นชมทั้งปวง ที่เกิดจากการเขียนบลอคนี้ เพื่อแทนคุณของครูบาอาจารย์ทุกท่าน ที่ได้ประสิทธิประสาทวิชาความรู้ทุกแขนงให้ผมอย่างไม่ปิดบัง จนผมเติบโตได้ดิบได้ดีเป็นผู้เป็นคน และมีความรู้มาแบ่งปันท่านผู้อ่าน สมดังเจตนารมณ์ที่ ครูอยากให้ผมเป็น คือ เป็นผู้ให้และแบ่งปันความรู้ อย่างไม่ปิดบัง โดยเต็มกำลังความสามารถ


“To my teacher with thanks.............

ขอบคุณครับคุณครู..............

ครู บอม
27-04-09

24.4.52

My Super Hero, My Friend....


ผมเป็นคนมีเพื่อนฝูงมาก มาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วเนื่องจากผมย้ายโรงเรียนบ่อย แม้กระทั่งไปอยู่มหาวิทยาลัยผมก็เรียนหลายมหาวิทยาลัย ทำงานก็ทำหลายที่ เพื่อนจึงหลากหลายมากมายไปหมด เกริ่นแบบนี้เพราะวันนี้อยากคุยถึงคำศัพท์ภาษาอังกฤษคำว่า เพื่อน
Friend (อ่านว่า เฟรน ดฺ) แปลว่า เพื่อน

คำนี้คงคุ้นหูกันดี เป็นคำกลางๆ ที่ใช้เรียกเพื่อน ครอบคลุมได้ถึงเพื่อน แทบทุกประเภทในความหมายกว้างๆ ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนกิน เพื่อนเที่ยว เพื่อนแท้ เพื่อนตุ๊ด เพื่อนเกย์ เพื่อนเฮ เพื่อนฮา เพื่อนบ้า เพื่อนดี เรียกรวมๆ ใช้ได้หมด คือ Friend แถมให้อีกคำหนึ่ง ถ้าเติมคำว่า –ship ลงไป กลายเป็น Friendship (อ่านว่า เฟรนด์ ชิพ) เป็นคำนามแปลว่า มิตรภาพ แล้วถ้าอยากทำความรู้จัก หรืออยากเป็นเพื่อนด้วย ก็ใช้คำว่า make friend นะครับ แปลว่า ทำความรู้จักหรือทำความคุ้นเคย โดย ก็เพิ่มคำว่า make เข้าไป แต่การเพิ่ม make เข้าไปนี่ ไม่ใช่ว่าใช้ได้ทุกสถานการณ์นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ คำว่า love ต้องระวังเป็นพิเศษ ถ้าเติมเผลอเติม make เข้าไปข้างหน้า กลายเป็น make love ไม่ได้แปลว่า ทำความรักดูสักครั้ง แต่มันจะกลายเป็นว่าทำอะไรที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น ....... (ขออนุญาต เซ็นเซอร์นะครับ ท่านที่ไม่ทราบขอให้เขียนมาถามหลังไมค์ หรือไปเปิดดิคชันนารี่ดูเอาเองครับ) จริงๆ นอกจากคำว่า Friend แล้ว ยังมีคำที่แปลว่าเพื่อนในภาษาอังกฤษอีกหลายคำ แต่ใช้ต่างกรรมต่างวาระกัน ผมขอยกตัวอย่างอีกสักคำหนึ่งนะครับ

22.4.52

Movie at the Cinema: ไปดูหนังกันไหมครับ?


ผมได้รับตั๋วดูหนังฟรี จากน้องที่สนิทกัน เลยคิดว่าไหนๆ ได้ตั๋วหนังฟรีมาแล้ว จะลองเขียนถึงเรื่องเกี่ยวกับ ภาพยนตร์ สักหน่อยเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ ตั๋วหนังที่ผมได้มานี้สามารถไปดูหนังได้ฟรี ทุกวันยกเว้นวันหยุดราชการกับวันเสาร์อาทิตย์ พูดถึงตั๋วหนัง ขอยกคำศัพท์มาแบ่งปันกันกับท่านผู้อ่านสักคำหนึ่งก่อนนะครับ

Ticket (อ่านว่า ทิค เกทฺ) แปลว่า ตั๋ว หรือบัตร

ถ้าเป็นตั๋วหนัง ก็ ใส่คำว่า ภาพยนตร์หรือหนัง ลงไปด้านหน้า เช่น Movie Ticket ก็แปลว่า ตั๋วภาพยนตร์ ถ้าเป็นตั๋วรถไฟ ก็ Train Ticket ให้หลักไว้หน่อยก็คือ ถ้าอยากบอกฝรั่งว่าอันนี้มันตั๋วอะไรก็เอาคำนั้นไปวางไว้ข้างหน้า เอ้าลองอีกตัวอย่างก็ได้ เช่น ตั๋วฟุตบอล ก็ใช้ว่า Football Ticket ง่ายไหมครับ บางคนถามว่าแล้วถ้าเป็นตั๋วฟรี แบบที่ผมได้มาล่ะ จะเรียกว่าอะไร ก็เรียกว่า Free Ticket น่ะสิครับ อะไรที่เป็นตั๋วได้มาเปล่าๆ ไม่เสียตัง มีคนให้มานี่ เราใช้ Free Ticket ได้หมดนะครับ

21.4.52

Cocktail: จั๊ง ซี่ มันต้องถอนนนนน....


ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบการดื่ม คอกเทล ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยได้มีโอกาสดื่มบ่อยนัก ผมเคยถามตัวเองว่า ทำไมถึงชมชอบคอกเทลนักหนา สิ่งแรกคือลีลาท่าทางของคนผสม ที่ดูราวกับว่ากำลังเริงระบำ โยกย้ายส่ายสะโพก กระโดดโลดเต้น เหมือนยิมนาสติกลีลา เต็มเปี่ยมไปด้วยศิลปะในขณะที่มือก็บรรเลงเพลงเขย่าเครื่องดื่ม ราวกับเป็นวาทยากร ผู้ควบคุมวงดนตรี พอพูดถึงตรงนี้ ผมขอแนะนำคำศัพท์คำหนึ่งนะครับ

Shake (อ่านว่า เช กฺ) เป็นคำกริยา แปลว่า เขย่า

แต่ไอ้ที่เขาใช้เขย่าๆ กันเพื่อผสมคอกเทลนั้นจะเติม er เข้าไปข้างท้ายมัน แล้วเรียกมันว่า Shaker (อ่านว่า เช เกอร์) หรือกระบอกเชค แต่มักเรียกทับศัพท์กันว่า เช เกอร์ นอกจากผมจะชมชอบลีลาท่าทางการเขย่าของเหล่า Bartender (อ่านว่า บาร์ เทน เดอร์) แปลว่า พนักงานผสมเครื่องดื่ม แล้ว ผมยังชมชอบรสชาติและสีสันของ Cocktail เหล่านั้น ผมเคยถามกูรู ด้านคอกเทล ว่า ทำไมถึงเรียกว่า Cocktail

20.4.52

Hat-Cap-Helmet: ไขปัญหาสารพัดหมวก..


วันนี้มีพัสดุจากอเมริกามาถึงผม เปิดกล่องออกดูพบว่าเป็นหมวก Cap หนึ่งใบ ผมอดจะขำไม่ได้เพราะเพื่อนเก่า(แก่ด้วย) ที่ส่งหมวกใบนี้มาให้ผม มันช่างไม่ได้ดูสารรูปผมเลย ผมกับหมวก ไม่ค่อยจะถูกโรคกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ผมเคยคิดจะเท่ห์ใส่หมวกอยู่หลายแบบและหลายใบ แต่ไม่เจอชนิดไหนที่เข้ากันได้กับศรีษะผมเลย เพราะศรีษะผมไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขา นี่ ถ้ามีหมวกที่สั่งตัดได้ตามรูปสรีระของศรีษะ เหมือนพวกเสื้อผ้า ผมคงจะไปให้ช่างเค้าออกแบบทรงหมวกให้เข้ากับทรงกะโหลกศรีษะ อันพิสดารของผมสักหน่อย สรุปคือ ผมเป็นคนอาภัพหมวก คือใส่หมวกใดๆ ดูตลกไปหมด เห็นแล้วอดอิจฉาบางคนไม่ได้ ใส่หมวกแล้วหล่อมั่กๆ ผมคิดว่าไหนๆ วันนี้ก็ได้หมวกมาเป็นของฝาก ผมเลยอยากเอาสารพัดคำศัพท์ภาษาอังกฤษว่าด้วยเรื่องหมวกมาฝากท่านผู้อ่านครับ

19.4.52

Spelling นั้นสำคัญไฉน?


เริ่มรู้สึกว่าตัวเองแก่ลง เพราะมักจะทบทวนถึงความหลังเสมอๆ และอดยิ้มอย่างมีความสุขไม่ได้กับชีวิตช่วงที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย นับย้อนหลังไปก็เป็นเวลา 20 กว่าปีมาแล้ว คงไม่ผิดที่มีคนกล่าวไว้ว่า คนแก่มักจะหวนคำนึงถึงแต่อดีต ส่วนคนหนุ่มสาวก็มองไปที่อนาคต

สมัยที่ผมเรียนที่ ABAC นั้น มีวิชาที่ นักศึกษาทุกคนต้องเรียนคือ English ตั้งแต่ เล่ม 1 ยันเล่ม 4 ต้องเรียนทุกเทอม แต่ที่น่าสนใจคือวิชานี้จะเรียนตอน 8.00 น. เสมอ เป็นวิชาที่เรียนตอนเช้า และเป็นวิชาที่ไม่มีการเช็คชื่อว่าใครมาไม่มา หรือใครมาสาย แต่นักศึกษาทุกคนก็มาตรงเวลาเป๊ะ ท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมนักศึกษาจึงมีความรับผิดชอบหรือ สปิริตอันสูงส่งปานนั้น ความจริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ แต่เป็นเพราะวิชานี้จะมีการ

17.4.52

Assassinate : ลอบสังหาร?


ข่าวใหญ่ของวันนี้ คงหนีไม่พ้น การลอบสังหารแกนนำกลุ่มเสื้อเหลือง ที่โดนอาก้า พร้อมอาวุธสงคราม ถล่มแบบไม่ยั้งนับร้อยนัด แต่ก็รอดตายมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ผมเลยนึกถึงศัพท์คำหนึ่งขึ้นมาได้ เกี่ยวกับการลอบสังหาร คำที่ผมจะกล่าวถึงในวันนี้คือคำว่า

Assassinate (อ่านว่า แอ็ซ แซซ-ซิเนท) แปลว่า ลอบสังหาร

16.4.52

Hang: ว่าด้วยเรื่องการแขวน….


ผมได้มีโอกาสอ่านเรียงความภาษาอังกฤษของน้องคนหนึ่ง และพบคำศัพท์ที่น่าสนใจอยู่ในประโยคที่ได้แต่งมา ประโยคนั้นเขียนไว้ดังนี้

I saw this phrase hanged on the back of that old car.
แปลว่า: ผมได้เห็นคำพูดนี้แขวนไว้บนหลังรถเก่าๆ คันนั้น

คำที่น่าสนใจคือคำว่า hanged ซึ่งเป็นกริยาช่อง 2 เติม ed แสดงความเป็นอดีตของ hang ซึ่งแปลว่าแขวน ทีนี้บางท่านอาจจะแย้งว่า กริยาช่อง 2 ของ hang คือคำว่า hung ไม่ใช่หรือ? ก็เลยเกิดอาการงง กันว่า กริยาช่อง 2 ของ hang นี่คืออะไรกันแน่ ผมขออธิบายให้ฟังนะครับว่ารูป กริยาช่อง 2 ของ hang นี้มีทั้งแบบที่เขียน ว่า hanged และ hung นะครับ ทีนี้จุดแตกต่างกันอยู่ตรงไหน

Advertisement อ่านอย่างไรกันแน่?


วันนี้ blog ของเรา ประเดิมติดโฆษณาจาก google ผมใช้เวลา งม อยู่นานกว่าจะสมัครและหาวิธีการนำโฆษณาขึ้นเว็บ ทั้งนี้เนื่องจากความรู้ด้านคอมพิวเตอร์อันจำกัดจำเขี่ยอย่างยิ่งของตัวผมเอง แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ใช้ verb to เดา มั่วจนสำเร็จได้ ขณะที่กำลังง่วนอยู่กับการนำโฆษณาขึ้นเว็บ ผมเลยนึกขึ้นมาได้ว่าควรหยิบยกคำว่า โฆษณา หรือ Advertisement มาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ฟังกัน เพราะความน่าสนใจของคำๆ นี้คือการอ่านออกเสียงของมันครับ คำๆ นี้อ่านออกเสียงได้สองแบบ ดังต่อไปนี้

Advertisement (อ่านว่า แอด เวอร์ ไท้สฺ เม้นทฺ) แปลว่า การโฆษณา
Advertisement (อ่านว่า แอด เวอร์ ทิสซฺ เม้นทฺ) แปลว่า การโฆษณา

14.4.52

Present: ปัจจุบัน, ของขวัญ หรือนำเสนอ ?


วันนี้จะเล่าให้ฟัง ถึงคำว่า Present เป็นคำซึ่งสะกดแบบเดียวกัน แต่ว่า สามารถออกเสียงได้หลายแบบและมีความหมายแตกต่างกันไปตามเสียงที่ออกด้วย เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ขอเปรียบเทียบคำทั้ง 3 คำนี้ให้เห็นกันจะๆ ชัดๆ ดังต่อไปนี้ครับ

Present (อ่านว่า เพร-ซึ่น ทฺ) แปลว่า ปัจจุบัน
Present (อ่านว่า เพร-ซึ่น ทฺ) แปลว่า ของขวัญ
 Present (อ่านว่า พรี-เซ้น ทฺ) แปลว่า นำเสนอ

11.4.52

Watch & See: ดู หรือ เห็น ?

มีคนถามผมถึงความแตกต่างระหว่าง คำว่า Watch กับคำว่า See ผมเห็นว่าคำสองคำนี้มีความน่าสนใจและมักใช้ผิด จึงขอนำมาเล่าให้ฟังกันในวันนี้ ผมขอเริ่มที่การออกเสียงและความหมายของคำก่อนนะครับ
 
Watch (อ่านว่า ว๊อช) แปลว่า ดู
See (อ่านว่า ซี ) แปลว่า เห็น


เมื่อเราพิจารณาที่คำแปลแล้ว เราจะเห็นว่า มันแทบไม่ต่างอะไรกันเลย ระหว่างดู กับเห็น คือ ถ้าดูก็ต้องเห็น หรือ ถ้าไม่เห็นก็แสดงว่าไม่ได้ดู พูดไปพูดมาผมเองก็ชักจะงง เอาเป็นว่าเรามาดูที่การใช้คำสองคำนี้กันดีกว่า

10.4.52

Tired and Boring: เหน็ดเหนื่อยและเบื่อหน่าย...

เห็นข่าวเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมเสื้อแดงทำการปิดถนนหลายสาย ในกรุงเทพมหานคร จนทำให้ผู้ป่วยและคนท้องต้องเดินเท้าเข้าโรงพยาบาล รวมถึง เด็กนักเรียนตัวน้อยๆ นั่งหลับคารถ กลับบ้านกลับช่องกันไม่ได้ เดือดร้อนไปตามๆ กัน ผมรู้สึกเหนื่อยอ่อนและเบื่อหน่ายกับการเมืองในประเทศนี้มาก ตั้งแต่การปิดสนามบิน จนมาถึงวันปิดถนน โดยเฉพาะครั้งนี้การนำเอาความเดือดร้อนของประชาชนคนเดินดิน กินข้าวแกง ตลอดจนคนเจ็บไข้ได้ป่วย มาเป็นเครื่องต่อรอง นั้น เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ เคยนึกทบทวนหรือไม่ว่าสิ่งที่พวกท่านกำลังทำกันอยู่นั้นมันเป็นการเผาบ้านตัวเอง อย่างที่เคยเล่าให้ฟังว่า ถ้าตราบใดที่ยังไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ไม่ยอมรับกติกา เรื่องแบบนี้ก็ยังคงมีอยู่ต่อไป ไม่ว่าจะใส่เสื้อสีไหนขึ้นมาปกครองบ้านเมือง คิดแล้วอดเป็นห่วงไม่ได้จริงๆ อย่างไรก็ตามในขณะที่ผมกำลังรู้สึกเบื่อหน่ายและเหน็ดเหนื่อยนั้น สมองผมนึกคำศัพท์ขึ้นมาได้สองคำ ที่มีความหมายตรงกับความรู้สึกของผมตอนนี้ นั่นคือคำว่า

8.4.52

Thailand needs Change !


เห็นหน้าท่านอดีตนายก ของประเทศไทย พร้อมคำว่า Thailand needs Change ก็อดที่จะหยิบยกมาเขียนเล่าให้ฟังไม่ได้ ที่หยิบยกเรื่องนี้มาเขียนไม่ใช่ว่าผมนิยมใส่เสื้อสีแดงหรือต่อต้านเสื้อสีเหลือง แต่ว่าผมคิดว่า คำที่ท่านนำมาแสดงประกอบการปลุกระดมมวลชนของท่านมีศัพท์ที่น่าสนใจ นั่นคือคำว่า need ซึ่งแปลว่า ต้องการ

Thailand needs Change.
"ประเทศไทย ต้องการ การเปลี่ยนแปลง"


7.4.52

Love - Lust : รัก ๆ ใคร่ ๆ


วลีหวานอมตะ นิรันด์กาล ที่ใช้กันเป็นประจำเมื่อหนุ่มสาวตกอยู่ในห้วงแห่งรัก คือ I love you. หรือ ผมรักคุณ นั่นเอง คำที่น่าสนใจในที่นี้คือคำว่า Love อ่านว่า ลัฝ ไม่ใช่ เลิฟ นะ ครับ คำนี้เป็นได้ทั้งคำกริยา ( คือแปลว่ารัก) และคำนาม (คือแปลว่าความรัก) โดยไม่ต้องเปลี่ยนรูปแบบการสะกด นั่นคือสะกดเหมือนกันเป๊ะ

จึงขอให้สังเกตให้ดีว่าเวลาเจอประโยคที่มีคำว่า love อยู่ว่า ตอนนั้น love เป็นคำกริยาหรือคำนามเพราะจะมีผลเวลาแปลประโยคออกมานะครับ ส่วนความหมายของ love ใช้เกี่ยวกับความรักที่สวยงาม เป็น ความรักเชิงสร้างสรรค์ เช่น ความรักของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ ความรักระหว่างพ่อแม่กับลูก รักระหว่างหนุ่มสาว รักพี่รักน้อง ส่วนใหญ่ก็รวมๆ กันใช้คำว่า love เหมือนกันหมด

4.4.52

Hear & Listen: ได้ยิน หรือ ได้ฟัง?


ครั้งก่อนได้พูดถึงเสียงที่ควรเพิกเฉย ผมเลยคิดขึ้นมาได้ว่า มีคำอีกคู่นึงที่น่าสนใจ เกี่ยวกับเรื่องได้ยิน ได้ฟัง ซึ่งสองคำนี้มักมีการใช้ผิด หรือออกเสียง ผิด อยู่บ่อยๆ คำ 2 คำนี้ คือคำว่า...


Hear (อ่านว่า เฮียร์) แปลว่า ได้ยิน
Listen (อ่านว่า ลิสซึ่น) แปลว่า ฟัง

ความเหมือนกันของสองคำนี้ คือทั้งคู่เป็นคำกริยา ความหมายเมื่อแปลเป็นภาษาไทยก็ค่อนข้างใกล้เคียงกันมาก แต่ความแตกต่างในการใช้ของสองคำนี้คือ ถ้าเราใช้คำว่า hear ในประโยค เหมือนกับเสียงที่เราได้ยินเป็นเสียงที่ผ่านมาเข้าหู เราไม่ได้ตั้งใจฟังหรือใส่ใจมากนัก เช่น

3.4.52

เสียงที่ควร Ignore....


วันนี้ผมอยากจะเล่าให้ฟังถึงเสียงที่เราควร ignore (อ่านว่า – อิก นอร์ แปลว่า เพิกเฉย ) เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่าวันๆ มีเสียงที่ผ่านเข้ามาในรูหูของเรามากมายก่ายกองเหลือเกิน บางเสียงก็เป็นเสียงที่ทำร้ายหรือทำลายความรู้สึก ความเชื่อมั่น ขวัญและกำลังใจของเรา ผมจึงขอฝากประโยคนี้ให้ทุกคนครับ

Don’t Take to Heart everything you Hear.


อย่าเอาทุกสิ่งที่คุณได้ยิน ใส่เข้าไปในหัวใจของคุณ



2.4.52

Quitter never wins: ผู้ที่ละทิ้งกลางคัน ไม่มีวันประสบกับชัยชนะ !


ได้ฟังซีดีเทศนาของบาทหลวงท่านนึงวันนี้ แล้วประทับใจกับประโยคนี้มาก จนอดไม่ได้ที่จะเก็บมาเล่าให้ฟังประโยคนี้ กล่าวไว้อย่างนี้นะครับ

จะเห็นได้ว่ามีคำที่น่าสนใจคือ Quitter อ่านว่า ควิท-เทอะ คำๆ นี้มาจากคำว่า quit แปลว่า ละทิ้ง ลาออก เลิกรา ซึ่งเป็นคำกิริยา พอ เราเติม ter ลงไปท้ายคำนี้ เลยกลายเป็นคำนาม คือ Quitter แปลว่าผู้ที่ละทิ้ง หรือเลิกกลางคัน ส่วนคำว่า never แปลว่า ไม่เคย และ win ก็แปลว่า ชนะ สรุปประโยคนี้แปลเต็มๆ ประโยคจะได้ความหมายว่า:

ผู้ที่ล้มเลิกกลางคัน ไม่เคยประสบกับชัยชนะ ....

Check Bill ด้วยคร๊าบ...


"เช็คบิลด้วยครับน้อง"

คำนี้เป็นคำที่คุ้นหู ที่เราได้ยินเวลาไปนั่งในร้านอาหาร แปลว่า พี่ๆ เก็บตังด้วย เรา ฟังดูแล้วมันก็อินเตอร์ดีนะครับ? จนกลายเป็นศัพท์แสงที่ใช้ติดปากกันไปแล้ว แต่จริงๆ แล้วศัพท์คำนี้ เป็นศัพท์ที่ มีเฉพาะในประเทศไทยก็ว่าได้ เพราะเป็นการผสมผสานกันจนกลายเป็นนวัตกรรมใหม่ ที่ฝรั่งเองยัง งง? ในต่างประเทศ เวลาเขาจะเรียกคนมาเก็บสตางค์หลังจากกินอาหารเสร็จแล้วนั้น มีใช้กันอยู่สองคำ คือคำว่า Check กับ คำว่า Bill ขอย้ำนะครับว่า ใช้แค่คำใดคำหนึ่ง ไม่ได้ใช้ทั้งสองคำพร้อมกันนะครับ


Hungry or Thirsty, ตกลงหิวหรือว่ากระหายครับ?


ที่เชียงใหม่ ตอนนี้อากาศร้อนแบบปรอทแทบแตก ฝุ่นในอากาศก็เยอะ คนบ่นกันตรึม ว่า "หิวน้ำทั้งวัน"ทำเอาพวกเครื่องดื่ม เย็นๆ ขายดีไปตามๆ กัน พอได้ยินคนบ่นว่า "หิวน้ำ" ผมเลยอดนึกไม่ได้ว่า จริงๆ แล้วเราไม่ได้หิวน้ำ แต่เรากระหายน้ำต่างหาก ศัพท์ภาษาอังกฤษ สำหรับ 2 คำที่ความหมายใกล้เคียงกันแล้วใช้ผิดกันบ่อยๆ นี้คือ


Hungry =หิว

Thirsty = กระหาย

Hungry อ่านว่า ฮัง-กรี้ เป็นคำคุณศัพท์ แปลว่า หิว ใช้ตามหลังคำกริยา V. to be ตัวอย่างเช่น I am hungry.แปลว่า ฉันหิว (ข้าว)
ส่วนThirsty อ่านว่า เธิซ-ตี้ เป็นคำคุณศัพท์เช่นกัน แปลว่า กระหาย ใช้ตามหลังคำกริยา V.to be ตัวอย่างเช่น I am thirsty. แปลว่า ฉันกระหาย(น้ำ)

Heal & Help


วันนี้ขอเขียนถึงคำ 4 คำ ที่มีความหมายน่าสนใจ และการออกเสียงที่ใกล้เคียงกันมาก


   Heal อ่านว่า ฮีล แปลว่า การรักษา
  Harm อ่านว่า ฮาม แปลว่า ทำอันตรายหรือเป็นภัย

Help อ่านว่า เฮ้ลป์ แปลว่าช่วยเหลือ
  Hell อ่านว่า เฮล แปลว่านรก

Good Night ต่างไงจาก Good Evening...


เมื่อวันก่อนตอนเกือบห้าทุ่ม มีคนทักมาทางเอ็มว่า Good Night เลยถามกลับว่าทำไมใช้คำนี้ล่ะ เค้าตอบว่าก็ทักทายตอนกลางคืนไงก็เลยอยากเล่าให้ฟังว่า การใช้ Good Night นั้นจะใช้เฉพาะเมื่อจะบอกลาจากกัน ตอนกลางคืนเท่านั้น เน้นว่าใช้ตอน “ลาจากกัน” เท่านั้น อารมณ์ประมาณ “ราตรีสวัสดิ์” นั่นล่ะ

Alone เลย Lonely ครับ


ที่จั่วหัวแบบนี้ ไม่ใช่ว่า ผมอยู่คนเดียว แล้ว เหงานะครับ แต่ว่าศิษย์เจ้าปัญหาของผม ถามมาว่า อะไรคือความแตกต่างระหว่าง คำว่า Alone กับ Lonely ผมเลยต้องขอใช้พื้นที่ตรงนี้ อรรถาธิบายให้ทราบเพื่อเป็นความรู้หน่อยนะครับ

Alone แปลว่า อยู่คนเดียว
Lonely
แปลว่า เหงา





ถ้าจะให้จำง่ายๆ คือ ถ้า ผมอยู่คนเดียว(alone) ผมจะรู้สึกเหงา        ( lonely ) ก่อนจะจบแถมให้อีกคำ คือคำว่า isolated อ่านว่า ไอโซเลเท็ด แปลว่า โดดเดี่ยว ประมาณว่า ผมต้องเหงา (lonely) อยู่คนเดียว (alone) เพราะ ผมถูกโดดเดี่ยว (isolated)  ถือว่าเป็นของฝากสำหรับคนเหงาหรือคนที่โดดเดี่ยวแล้วกันนะครับ

อาจารย์บอม
3-3-2009

Not Thinking , But Creating


ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือแนะนำบริษัทขนาดใหญ่ บริษัทหนึ่ง แล้วพบ ข้อความภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ และสื่อความหมายโดยการใช้ศัพท์ได้ดีมากทีเดียว เลยอดที่จะเก็บมาเล่าสู่กันฟังไม่ได้ เขาเขียนไว้ว่าอย่างนี้นะครับ



Not Thinking , But Creating
Not Changing , But Developing
Not Giving, But Serving
Not Total , But Complete


จะเห็นได้ว่า มีคำที่น่าสนใจอยู่เป็นคู่ๆ คือ

1.4.52

Don’t Grow on Tree: ได้มายากควรใช้อย่างรู้ค่า

มีคนถามถึงความหมายของประโยค “Books don’t grow on tree” ว่า หมายถึง หนังสือไม่ได้ทำมาจากต้นไม้ใช่หรือเปล่า ? ผมฟังแล้วก็พลอยงง ไปด้วย เพราะคิดว่าไม่น่าใช่ เลยถามว่า เอาประโยคนี้มาจากไหน เขาเลยส่ง link มาให้ดู
http://www.rong-changstories/story019.htm

ผมได้ลองอ่านเรื่องนี้แล้วพบว่าน่าสนใจมาก เป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่อาจารย์อยากจะช่วย นักศึกษาในการประหยัดค่าซื้อหนังสือ โดยอาจารย์ทำหนังสือขึ้นมาเป็น sheet แล้วมาเย็บเล่มเอง ช่วยนักศึกษาประหยัดเงินไปได้มากมายทีเดียว ที่เล่ามายืดยาวเพราะว่า เรื่องนี้ ใช้ ชื่อเรื่องว่า Books don’t grow on trees ซึ่งผมขออธิบายแยก ออกเป็นสองส่วนนะครับ